เปิดชีวิต ‘อ้อย บีเอ็ม’ ปี 53 กับตำนาน ‘ธนาคารอารมณ์’

5

ภายหลังสื่อสังคมออนไลน์มีการแชร์ภาพ และเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงชราท่านหนึ่ง ซึ่งมาจากการแชร์ข้อมูลจากพระสงฆ์ โดยระบุว่า ได้พบเจอคุณโยมจิตรา บุนนาค หรืออ้อย บีเอ็ม ในวัยชรา 70 กว่าปี ได้สนทนาเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิต ได้รับสัจธรรมมากมาย

อ่านเพิ่มเติม

พบ ”อ้อย บีเอ็ม” ในวัย 70 หมดตัว ตำนานธนาคารอารมณ์ค่าร่วมร้อยล้าน ขวัญใจหนุ่มๆ

ทั้งนี้ หลังมีการเปิดเผยภาพและข้อมูลดังกล่าว ได้มีการแชร์กันถึงเรื่องราวของ “อ้อย บีเอ็ม” โดยเคยให้สัมภาษณ์ล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2553 “จิตรา บุนนาค” หรืออ้อย บีเอ็ม ผ่าน COP’S Magazine (www.cops-magazine.com) สำหรับคำให้สัมภาษณ์ ดังนี้

จินตนา บุนนาค เจ้าของตำนานธนาคารอารมณ์ฉายา “อ้อย บีเอ็ม” โผล่ออกมายืนยันด้วยตัวเองว่า “ในชีวิตไม่เคยคิดเลิกจากวงการนี้ จะหยุดก็ต่อเมื่อหัวใจหยุดเต้น”

เธอเป็นใคร เด็กรุ่นใหม่อาจไม่เคยได้สัมผัส แต่หากเป็นนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจรุ่นใหญ่คงไม่มีใครปฏิเสธความเป็นมืออาชีพของหญิงแกร่งคนนี้ที่ถูกยกระดับให้เป็น “เจ้าแม่”ผู้กว้างขวางของธุรกิจบริการทางเพศยากหาใครเทียบเคียง

หญิงผู้ทรงอิทธิพลต่อผู้ชายหลายระดับคนนี้ เป็นชาวกรุงที่มีชีวิตพลิกผันตั้งแต่อายุ 16 ปี เมื่อเข้าไปเป็นคนรับใช้ในบ้าน “จอมพลผ้าขาวม้าแดง” จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ทำให้ได้รู้จักสาวงามมากหน้าหลายตาเข้าไปขอความช่วยเหลือผู้นำประเทศอยู่เป็นประจำ เธอจึงมีโอกาสจัดคิวบรรดาสาวตกยากเข้าพบผู้เป็นนายกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้จินตนาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าผู้หญิงตอนอายุเพียง 18 ปี

จินตนานำประสบการณ์เข้าไปทำงานเป็นผู้จัดการต้อนรับไนท์คลับในเครือของสุรพล พรทวีวัฒน์ ราชาไนท์คลับคนดัง อาศัยที่ตัวเองเป็นคนคุยเก่งดูแลแขกดี และสามารถจัดเด็กหน้าตาจิ้มลิ้มให้กับลูกค้าจนติดกันงอมแงม ก่อนไปเปิดธุรกิจค็อกเทลเลาจน์ แฮร์รอด ข้างโรงหนังโอเอ พาเด็กสาวหลากหลายอาชีพเข้าสังกัดเธอ ไม่ว่าจะเป็นนางงาม ดารา นางแบบ นักร้อง นักศึกษา เพราะเธอสามารถปลุกปั้นส่งเสียให้เจริญก้าวหน้าได้หลายวงการจนได้ดิบได้ดีไปจำนวนไม่น้อย

“อยู่วงการนี้มา 52 ปี เห็นคนอึ๊บกันมาหลายล้านคู่แล้ว ทุกวันนี้ยังคอยให้คำปรึกษา แนะนำอยู่เบื้องหลัง สมาชิกก็ดิฉันมีทุกระดับ แต่คงเปิดเผยไม่ได้ ทุกสาขาอาชีพของผู้นำไม่ว่าภาครัฐ ภาคเอกชน บางคนเคยเป็นรัฐมนตรีใช้บริการวันหนึ่ง 2-3 คน จนปากเบี้ยว หมดแรง ดิฉันต้องไปให้คำปรึกษาแนะนำว่า ทำอย่างไรที่จะไม่เสียสุขภาพ แนะเด็กที่ควรจะปฏิบัติงานควรอยู่ในกรอบแค่ไหน เด็กในสังกัดสำคัญ ต้องเทรน เริ่มต้นด้วยการไปตรวจโรค มารยาทต้องดี ดิฉันเป็นผู้เจียระไนอัญมณีที่มีชีวิต เพราะฉะนั้นเป็นอะไรที่มันละเอียด ใครที่ทำได้สุดจะเก่ง อารมณ์มนุษย์ยังทำเป็นเงินได้ ทำเป็นปัจจัย เหมือนลูกหนังลูกเดียวหยุดคนทั้งโลกได้ ต้องเก่งกาจขนาดไหน ต้องหาความร่วมมือ บังเอิญดิฉันทำงานอยู่กับสิ่งกำเนิดของมนุษย์ ต้องคิดค้นให้ดีที่สุด เพราะดิฉันอยู่กับสิ่งนี้มากว่า 50 ปีแล้ว” จินตนาเปิดใจ

เธอเปรียบเทียบว่า เด็กสมัยนี้ไม่มีระเบียบ เพราะมันเยอะไป สมัยก่อนเด็กมีมารยาทดีมาก ได้ฮอร์โมนบัณฑิต ดูเรียบร้อยมาก มีทุกอาชีพ หนีร้อนมาพึ่งเย็น บางคนหมดอนาคต เราก็มาเจียระไนใหม่เหมือนเพชรพลอย แต่ก่อนก็เป็นแค่ก้อนดินดำ ๆ เอามาเจียระไน ถึงได้ชื่อว่า เป็นการเจียระไนอัญมณีที่มีชีวิต ให้พวกเขาออกมาสวยงาม สามารถให้ทุกคนมาแชร์ฮาร์ทด้วยกันได้ เด็กหลายคนได้ดิบได้ดี มีผู้ใหญ่เอาไปเลี้ยงดู ปัจจุบันก็มีชื่อเสียงมีหน้ามีตาในสังคมพอสมควร เราก็ดีใจเหมือนครูส่งลูกศิษย์ถึงฝั่ง บางครั้งชีวิตเขาอาจจะไม่เจอเงินหมื่น พอมาอยู่ตรงนี้ได้รับคำแนะนำก็ได้เงินเยอะ

“ดิฉันคนเดียวช่วยเด็กได้ประมาณ 5 หมื่นกว่าคน ได้ดีเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่ได้ดีเพราะตัวเขาเอง กลุ่มพวกนี้หมุนเวียนเห็นงานที่ได้เงินง่าย ทำให้มือเติบ เด็กพวกนี้จริง ๆ มีเงินเดือน 6-7 หมื่นบาท หรือเป็นแสนทั้งนั้น ถ้าเขาเก็บจริง เลี้ยงด้วยทุนตัวเองก็สบาย แต่หลายคนได้เงินเร็วก็ใช้เร็ว บางคนทำงานเก็บกดเลยระบายออกด้วยการใช้จ่ายฟุ่มเฟื่อย สมัยก่อนจะต่างกับสมัยนี้ รุ่นนั้นไม่มีเด็กคนไหนติดยา แต่ยุคนี้บางคนเต้นโคโยตี้ด้วยความกล้าก็ต้องเสพยาให้เกินความคึกคะนอง ไม่ควรอย่างยิ่ง ชีวิตคนเราอย่าไปฝากไว้กับยาเม็ดเดียว ไม่ควรจริง ๆ”

“ชีวิตไม่เคยโดนจับค้าประเวณี ไม่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าแม่ ดังตั้งแต่มาทำไนท์คลับทำให้เจอคนหลายระดับ เป็นหัวหน้าผู้หญิงพาร์ตเนอร์มาก่อน ส่วนฉายามาจากเรื่องบังเอิญ เพราะขับบีเอ็มไปรับใช้ผู้ใหญ่ บางทีขับรถพาสมาชิกไปแชร์ฮาร์ทกัน ก็เลยบอกต่อกันว่า ถ้าจะเลือกใช้ของจริง รู้จริง ต้องอ้อย บีเอ็ม ไม่มีย้อมแมว แต่ก็ต้องเลี่ยงบาลีจะเอาแบบแม่บ้าน หรือนางงาม ทุ่มทุนสร้างหรือเปล่า บางคนครั้งหนึ่งล้านนึงก็มี เขามีเงินแต่เขาจีบไม่ได้ เราจีบให้เขาได้ ดารา นางงาม แนะนำให้รู้จักได้ บางรายโชคดีได้เป็นสิบล้านเขาเอาไปเลี้ยงดูเลย” จินตนาเล่าประสบการณ์การชีวิต

จินตนายืนยันว่า ผู้หญิงคนไหนผ่านการแนะนำจากเธอ ตัวเธอได้แค่เปอร์เซ็นต์ ถ้าล้านบาทก็ได้ 3 แสนบาท วันหนึ่งทำงานได้ 5 หมื่นกว่าบาท เดือนตก 4-5 แสนบาท แต่ก็ต้องใช้เพื่อไปหาวัตถุดิบที่ดีที่สุด จะมีแต่เก่า ๆ ไม่ได้ ทุ่มทุนสร้างเหมือนกัน ทั้งผู้หญิงผู้ชายถือเป็นผู้มีพระคุณสำหรับเรา ถ้าไม่มี 2 สิ่งนี้ คงทำไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เองเธอถึงยอมทุ่มลงทุนกว่า 70 ล้านบาท สร้างอาณาจักรเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ชื่ออีลิท บนถนนพระราม 9 ไว้เตรียมต้อนรับประชุมเวิลด์แบงก์ จ้างพนักงานสาวทั้งหมด 2,000 คน เพื่อคัดเหลือ 600 คนไว้ต้อนรับ เอา 50 เลาจน์มารวมเป็นเลาจน์เดียว สุดท้ายเจ๊งกันเป็นแถว

“มันเป็นอีโมชั่นแบงก์ ธนาคารอารมณ์ คิดชื่อเอง เปิดตัวท่ามกลางการคัดค้านจากกระแสสังคมยุคนั้น แต่ดิฉันไม่สน เพราะมันเป็นสัญลักษณ์สื่อให้กลุ่มเวิลด์แบงก์เขารู้ เพราะก่อนจะมาประชุมเขาต้องส่งเจ้าหน้าที่มาสำรวจก่อน 4-5 เดือน ระดับมหาเศรษฐีของโลกก็จะมาดูว่าจะใช้เงินอย่างไร พอดีวันนึงไปงานศพของปาน บุนนาค เจอนักข่าวถามพี่อ้อยตอนนี้มีโครงการจะทำอะไรเลยตอบไปว่า พี่จะทำธนาคารอารมณ์ ให้คนอารมณ์ไม่ดีมาฝาก ดิฉันเป็นคนชอบคุยสนุก เพราะอยู่กับสังคมไฮโซ และโซเซในเวลาเดียวกัน อยู่กับคนทุกระดับ วันนี้ก็ไม่ได้หายไปไหน แต่อยู่เบื้องหลัง ทำงานระดับชาติ ระดับสากลแล้วก็ต้องอยู่เบื้องหลัง ถ้าอยู่เบื้องหน้าคนเดียวมันก็ไม่ไหว”

เธอบอกว่า จริง ๆแล้วอ้อย บีเอ็ม เป็นเหมือนตำนานไปแล้ว แม้วันนี้ยังเป็นที่ปรึกษา แต่ไม่จำเป็นต้องไปโอ้อวดตัวเอง เราคิดว่า เป็นงานหนึ่งที่ท้าทาย เป็นงานที่ไม่เสียหาย ทั้งชีวิตไม่เคยบังคับขู่เข็ญให้ใครมาทำงาน เราช่วยเหลือเขา เขาช่วยเหลือเรา ฝ่ายชายช่วยเหลือเรื่องเงิน ฝ่ายชายช่วยเหลือเรื่องอารมณ์ผ่องถ่ายให้ไม่มีปัญหาก็จบ “ถึงวันนี้ใครอยากจะก้าวขึ้นมาแทนก็ยินดีและพร้อมจะแนะนำ หลายคนอาจเป็นได้ แต่นิดหน่อย เพราะไม่ได้สร้างฐานจากเด็กจนโต เป็นลักษณะฉาบฉวยมากกว่า พอไปเจอคนดี ๆ ก็ยอมไปเป็นเมียเขาแล้ว หายไปจากวงการ แต่เราทำต่อเนื่องเป็นจิ๊กซอว์ต่อกัน ต้องไปที่นั่นไปที่นี่”

เป้าหมายในอนาคตของจินตนา เธอวางเป้าไว้ คือไม่อยากให้เด็กอยู่ข้างถนน ให้เงินเดือนเป็นระบบระเบียบ สร้างคุณธรรมชักนำไปสู่ความเจริญของงาน คนที่จะทำงานในด้านนี้ต้องเข้าใจงานด้านนี้ด้วย สังคมไม่ยอมรับ แต่ก็ใช้เขาทุกวัน จริง ๆแล้ว ไม่จำเป็นต้องยอมรับ ถามว่า ภาคกลางคืน กับภาคกลางวัน หนี้เสียของใครมากกว่ากัน ทำธุรกิจเอาแค่หนี้เสีย หนี้ที่ทำให้ประชาชนต้องใช้เงินอีกเยอะแยะของใครมากกว่ากัน ต้องยอมรับเมื่อถึงเวลา เพราะอะไร ทุกวินาทีมีคุณค่าไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลย ไม่อย่างนั้นสร้างประเทศไม่ได้ หลายประเทศที่เจริญเพราะวินาทีหนึ่งมีเงิน รายได้ของประเทศคนที่มีรายได้เป็นวินาทีก็มีแล้ว คือ ทีวี นาที ก็โทรศัพท์ นอกนั้นประชาชนต้องเสียนาทีละเท่าไร นักธุรกิจต้องเสียวินาทีละเท่าไร ไม่มีใครคิดแบบนี้

“ดิฉันอยู่กับคนทุกสาขาอาชีพเคยมานั่งคุยกัน น่าที่จะทำให้มันเก็บภาษีได้ไม่ว่าจะทางตรง หรือทางอ้อม ไม่จำเป็นต้องไปบอกประเทศไทยเปิดเสรี จะไปพูดเพื่ออะไร ก็รู้อยู่แล้ว ทำให้มันถูกต้องตามกฎหมาย มีรายได้วันนึงเท่าไหร่ หลายคนติดการเรียน ขาดทุนเล่าเรียน เราก็ช่วยได้ ต้องมีคนแนะนำ ความฝันของดิฉัน คืออยากเห็นให้มีหน่วยงานพิเศษ ข้าราชการชั้นผู้น้อยไม่ต้องมาไล่จับผู้หญิงโสเภณี ไม่โก้เลย ทำงานระบบบริษัท พนักงานที่มาทำเป็นลักษณะบริษัท ระบบนายทุนไม่มี แต่ละแห่งเหมือนเซเว่นอีเลฟเว่น ทุกจุดมีป้ายผ่านการกลั่นกรองแล้ว รัฐต้องดูแลเป็นพิเศษ” อ้อย บีเอ็มวาดความฝัน

“ปัจจุบันทำไม่ได้ เพราะเจ้าของกิจการก็ไม่ดูแลเด็ก ไม่คำนึงเลยว่า เป็นรายได้เลี้ยงชีพกิจการคุณได้ แต่คุณไม่ดูแลคนที่ทำเงินให้คุณเลย มีมาตรการอะไรมั้ย ไม่มีมีเลย ขอให้เด็กมาทำงานให้คุณได้ แล้วก็ตัดเงินเดือนเขา ข่มขู่เขา ทุกแห่งยังมีคนคุ้มกันอีก เหมือนเสียภาษี 3-4 ต่อ ความจริงเสียเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ อย่างแผนโบราณชั่วโมงละ 200 บาท แต่เด็กได้แค่ 50 บาท มันไม่คุ้ม ทำให้เด็กคิดทำอย่างอื่น อย่างเด็กอาบอบนวด หรือทำงานเลาจน์ วันนึงได้วันละ 2,000 บาท เดือนนึงก็ตก 60,000 บาท ทิปอีกเท่าไหร่ ถ้าปฏิบัติงานดี แล้วเรามีคนแนะนำเขามั้ยว่า ควรจะเก็บมั้ย เด็กวันนี้ ถ้าทำตรงนี้ไม่ดีก็ไปที่อื่นแล้ว กลายเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย สิ่งเร้าเย้ายวนก็เยอะ”

“เด็กได้เงินมาก็ไปเที่ยวปรนเปรอในบาร์ผู้ชาย แข่งขันไปซื้อดริงก์ให้ผู้ชาย อนาคตถึงควรทำให้เป็นระบบมีองค์กรกลางคอยควบคุม ทำเป็นหัวข้อการท่องเที่ยวด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์แห่งประเทศไทย เพราะอารมณ์ของมนุษย์ทั่วโลกเหมือนกันหมด ต่างกันแค่ภาษา อยากให้งานภาคกลางคืนมีคนยอมรับได้ ไม่ใช่ดูถูก จริง ๆ เขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้ขโมยจิ๋มใครไปขาย ตำรวจอย่าไปเอาเรื่องเขามากนะบอกให้รู้ด้วย เขาใช้ทุนตัวเอง สร้างอนาคตตัวเอง อวัยวะส่วนหนึ่งเอามาแลกเงินตราเลี้ยงชีวิต ต้องดูแล เขาอยู่หน่วยใน ในท้อง ยอมเสี่ยงกับคน เรื่องจริงเป็นอย่างนั้น อยากให้ทุกคนเข้าใจ” เจ้าแม่ธนาคารอารมณ์ฝากแนวคิด

“ในชีวิตไม่เคยคิดเลิกจากวงการนี้ จะหยุดก็ต่อเมื่อหัวใจหยุดเต้น ทุกวันนี้มีคนเยอะมาก เราก็ต้องเปลี่ยนเวอร์ชั่นบ้าง ไม่คิดแข่งขันกับใคร เปลี่ยนระบบให้ดีกว่าเดิม ไม่ใช่อีหรอบเดิมมาเหมือนมัดมือชก พนักงานทำด้านนี้อยู่เฉย ๆ กินน้ำแก้วเดียวได้เงิน 100 บาทต้องเอาใจแขกเป็นพิเศษ ไม่ใช่จู่ ๆ มานั่งเดี๋ยวหายเข้าห้องน้ำเสพมั่ง สูบมั่ง ต้องไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ต้องเปลี่ยน ระบบ นายทุนต้องหาย ถ้านายทุนมากไปก็ไปกดราคาเด็ก ความลับไม่ลับอีกต่างหาก ความสุขไม่กี่นาทีความทุกข์ทั้งปีก็เยอะ มีตัวอย่าง วันหน้าเป็นใหญ่เป็นโตขึ้นมาก็คุย คนนี้ชั้นเคยเอามาแล้ว มันก็ไม่ดี แต่เราก็ต้องแนะนำผู้บริโภคด้วยว่า ไม่ควรให้นามบัตร หรือบอกตำแหน่งหน้าที่การงาน เด็กพวกนี้มีผู้สมรู่ร่วมคิด มีผัวกันทุกคน วันหลังก็ต้องมีการแบล็กเมล์แน่นอน หากไถเงินไม่ได้ก็เป็นเรื่อง แต่เด็กในสังกัดอ้อย บีเอ็ม ไม่เคยมี ให้ข่าวยังไม่ได้ด้วย”

ชีวิตของเธอจึงยิ่งกว่านวนิยายที่เขียนเท่าไรก็ไม่มีวันจบ กลายเป็นตำนานเจ้าแม่ที่ไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำลูกค้าระดับวีไอพี

ของจริง ของแท้ ต้อง “อ้อย บีเอ็ม” !!!

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก COP’S Magazine

mgm88
mgm88